คัมภีร์ขอเงินดาวน์คืน! ฉบับสมบูรณ์ คอนโดไม่สร้าง-สร้างไม่เสร็จ สิทธิผู้บริโภคและกฎหมายอสังหาฯ

คอนโดสร้างไม่เสร็จสักที ผู้ซื้อโดนเอาเปรียบตลอด เราในฐานะผู้บริโภค จะต้องรู้ถึงกฎหมายพื้นฐานหลาย ๆ อย่าง เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ และติดอาวุธให้กับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ กันครับ

โดยปกติคอนโด Pre-Sale จนตึกเสร็จ จะแบ่งการขายเป็น 3 ช่วง หลัก ๆ คือ

  1. Pre-Sale ก่อน EIA ผ่าน (ในหัวข้อนี้ ผู้เขียนจะเน้นถึง เงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์ แตกต่างกันอย่างไร)
  2. Pre-Sales หลังจาก EIA ผ่าน (ในหัวข้อนี้ ผู้เขียน สัญญาจะซื้อจะขาย หรือแบบ อช.22 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องหากมีการผิดสัญญาเกิดขึ้น ผู้บริโภคจะต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ตนเองพึงมีได้)
  3. Ready to Move (ไม่มีกล่าวถึงในบทความนี้)

ในช่วงที่ 1 หรือ Pre-Sale ก่อน EIA ผ่าน

โดยปกติ Developer มักจะทำสัญญาจองซื้อห้องชุดธรรมดา ซึ่งมีเนื้อหาในสัญญา ที่เป็นลักษณะที่อ่อนกว่า เพราะยังไม่มีเนื้อหาสาระสำคัญ ที่จะต้องระบุในสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งสัญญาดังกล่าว เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้น ว่าฉันจองนะ แล้วจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกันภายหลัง เมื่อ EIA ผ่าน

ซึ่งโดยปกติแล้ว ในขั้นตอนนี้ Developer มักเรียกเก็บแค่ “เงินจอง” โดยยังไม่เรียกเก็บเงินทำสัญญา และดาวน์

โดยเงินจอง และเงินทำสัญญา ความหมายทางกฎหมายก็คือ เงินมัดจำ หากผู้ซื้อผิดคำสัญญา ทาง Developer มีสิทธิ์ริบเงินมัดจำได้

แล้วในฝั่งเงินดาวน์ล่ะ เงินดาวน์ก็คือ เงินที่จ่ายให้เป็นงวด ๆ เพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนก่อน ซึ่งไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะลักษณะของเงินมัดจำ ก็คือเงินที่ผู้ซื้อมอบให้แก่ผู้ขายในวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย ส่วนทรัพย์สินที่มอบให้ภายหลังทำสัญญาแล้ว ไม่มีลักษณะเป็นมัดจำ Developer ไม่มีสิทธิริบ (ป.พ.พ. มาตรา 377 และ 378)

ดังนั้นถ้าคุณเป็นผู้บริโภคทั่วไป แม้ว่าคุณเป็นผู้ผิดสัญญาก็ตาม เงินดาวน์จะต้องได้คืนครับ แต่ที่ผ่านมาผู้เขียนเอง ไม่เคยเห็น Developer สักเจ้าเลย ที่ยินยอมคืนเงินก้อนนี้ให้แก่ผู้บริโภคง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้กระบวนการทางชั้นศาล แต่อย่างน้อยกฎหมายก็เขียนไว้เพื่อไม่ให้ Developer เอาเปรียบผู้บริโภคมากจนเกินไป

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเงินมัดจำ เงินจอง และเงินดาวน์ ตามกฎหมายคอนโด โดยนักยืมคอนโดในตำนาน

ในช่วงที่ 2 หรือ Pre-Sales หลังจาก EIA ผ่าน

เมื่อถึงช่วงเวลานี้ ทาง Developer จะเรียกลูกค้าไปจ่ายเงินเพิ่ม ก็คือเงินทำสัญญา และเงินดาวน์ตามที่กล่าวไปในช่วงที่แล้ว และที่สำคัญคือ การทำ “หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด” หรือ อช.22 ซึ่งเป็นแบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ที่ถูกกำหนดโดยภาครัฐ เพื่อเป็นมาตรฐานกลาง ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบจนเกินไป โดยสิ่งที่จะต้องระบุในสัญญาดังกล่าว (ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึงเฉพาะจุดที่น่าสนใจ เพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไป)

  1. ข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ชื่อคู่สัญญา รายละเอียดที่ตั้งของที่ดิน ราคาซื้อขาย รายละเอียดการชำระเงิน และอื่น ๆ
  2. รายละเอียดเกี่ยวกับภายในห้องชุด เช่น แบบแปลน พื้นที่ภายในห้อง หากโอนจริงแล้วพื้นที่ขาดหรือเกิน เกิน 5% ผู้ซื้อมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญา) รวมถึงกำหนดรายการวัสดุแนบท้ายที่ใช้ เช่น ยี่ห้อกระเบื้อง ยี่ห้อสุขภัณฑ์ หากใช้วัสดุที่ต่ำกว่า ถือว่าผิดสัญญา

คหสต. ผู้เขียน สำหรับรายการวัสดุแนบท้ายสัญญา ผู้เขียนคิดว่าภาครัฐอาจจะต้องปรับปรุงมาตรฐานตรงนี้เพิ่มขึ้น เพราะ ยี่ห้อเป็นนามธรรม เพียงแค่ Developer ใช้คำว่า “หรือเทียบเท่า” ข้อนี้จะพิสูจน์ยากทันที ว่าสเปคมันแย่ลงจริงหรือไม่

  1. กำหนดวันแล้วเสร็จของโครงการ พร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ ……. ซึ่งทาง Developer จะแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน

คหสต. ผู้เขียน โดยปกติ Developer มักจะส่งจดหมายไปหาผู้ซื้อ ก่อนที่อาคารจะแล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นภายในห้อง หรือทรัพย์สินส่วนกลางไม่พร้อมใช้งาน เพื่อที่จะเลี่ยงกฎหมายตรงนี้ และใช้หนังสือดังกล่าวว่าเป็นหลักฐานว่า “ชั้นสร้างเสร็จตามกำหนดนะ นายไม่มาโอน ชั้นยึดได้” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าระบบยุติธรรมบ้านเรา เป็นระบบกล่าวหา หากฝ่ายผู้ซื้อมีหลักฐานเพียงพอในการขึ้นศาล เช่นภาพถ่ายต่าง ๆ ภายในโครงการ และห้องชุด เชื่อว่าในส่วนนี้เป็นคุณกับทางผู้ซื้อมากกว่า

และในกรณีที่ Developer สร้างเสร็จไม่ทันตามกำหนด ผู้ซื้อมีสิทธิ์เลือกได้ 2 ทางเลือก

  • ผู้ซื้อเลือกจะยกเลิกสัญญา : โดยทาง Developer จะต้องคืนเงินทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ … ต่อปี (ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี)(ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่ทาง Developer จะปรับผู้ซื้อ หากผู้ซื้อผิดนัดชำระ) นั่นหมายความว่า Developer มีสิทธิ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระต่ำ ๆ ได้ เพียงแค่ต้องเท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝั่ง) โดยจะมีข้อความพ่วงท้ายว่า “และไม่เป็นการตัดสิทธิ์ผู้จะซื้อที่จะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่น”
  • ผู้ซื้อเลือกที่จะโอนห้อง : Developer จะต้องชดเชยค่าปรับล่าช้าในอัตรา 0.01% ต่อวันของราคาขาย และไม่เป็นการตัดสิทธิ์ผู้จะซื้อที่จะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่น

จะสังเกตว่าอัตราดอกเบี้ยหรือผิดสัญญาดังกล่าวค่อนข้างน้อย หากผู้ซื้อมองว่าไม่เป็นธรรม จะต้องใช้กระบวนฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องเพิ่มเติม

  1. “ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ์”
  2. ประกันโครงสร้างไม่ต่ำกว่า 5 ปี และประกันส่วนควบอื่น ๆ ไม่ต่ำกว่า 2 ปี นับจากวันจดทะเบียนอาคารชุด
  3. ในกรณีที่โครงการไปต่อไม่ได้ เพราะเหตุสุดวิสัย ผู้จะขายยินยอมคืนเงินที่ผู้จะซื้อได้ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ……… ต่อปี (โดยถือเอาอัตราดอกเบี้ยสูงสุดประเภทเงินฝากประจำของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

*ข้อ 6 นี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ เดี๋ยวมีกล่าวถึงครับ จำคำว่า “เหตุสุดวิสัย ไว้ให้ดี ๆ นะครับ

และนี่คือ 6 ข้อดังกล่าวคือเนื้อหาคร่าว ๆ ที่จะต้องมีในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย และกำหนดเป็นเนื้อหาอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ มิเช่นนั้น เนื้อหาที่ขัดกับแบบ อช.22 มาตรฐานดังกล่าว จะถือว่าข้อนั้น ๆ เป็นโมฆะ

ตอนต้นบทความ ผู้เขียนกล่าวถึงฝั่งผู้ซื้อ เป็นฝ่ายผิดสัญญา อย่างน้อย ๆ จะต้องได้เงินดาวน์คืน ถ้าเป็นฝั่ง Developer ผิดสัญญาก็จะต้องได้เงินทุกก้อน ไม่ว่าจะเป็นเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์

ส่วนใหญ่ที่ Developer มักจะทำผิดสัญญา ก็จะเป็นเรื่องของการกำหนดวันแล้วเสร็จของโครงการ เพราะถ้าสร้างไม่ทัน เป็นเหตุที่ผิดชัดเจน ไม่ต้องพิสูจน์กันให้วุ่นวาย แต่จริง ๆ แล้วข้ออื่น ๆ เช่น สร้างไม่ตรงแบบ และอื่น ๆ ก็สามารถนำมาใช้ได้ด้วย แต่ก็อาจจะต้องใช้กระบวนการทางศาลที่กว่าจะจบคดีก็เป็นเวลานาน

และไม้ตายสุดท้ายที่ Developer มักใช้อ้างเพื่อไม่จ่ายค่าปรับ คือ “เหตุสุดวิสัย” เพราะ เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่มีในแบบ อช. 22 และผู้ขายจะชดเชยเพียงแค่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเงินฝากประจำธนาคารกรุงไทยเท่านั้นครับ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก และการอ้างแบบนี้ คือการอ้างว่าไม่ใช่ความผิดของ Developer นะ

เหตุสุดวิสัย ที่ Developer มักนำมากล่าวอ้าง แต่ไม่สามารถใช้ได้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาการเงินของทาง Developer เอง หรือวัสดุก่อสร้างขึ้นราคา ทั้งหมดนี้ไม่สามารถกล่าวอ้างได้ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงที่ Developer จะต้องรู้ และบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตัวเอง

ความหมายของเหตุสุดวิสัย ก็คือ เหตุที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุม เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ครับ

ขั้นตอนการยกเลิกสัญญา และแนวทางต่อสู้

Flowchart ขั้นตอนการบอกเลิกสัญญาคอนโดและการฟ้องศาลผู้บริโภคด้วยตัวเอง สำหรับ Real Demand

หลังจากเราตรวจสอบแล้วว่า Developer ทำผิดสัญญาอะไรบางอย่าง และผู้ซื้อประสงค์ที่จะยกเลิกสัญญา เราจะต้องส่งหนังสือยกเลิกสัญญา เป็นจดหมายลงทะเบียนตอบรับ พร้อมกล่าวอ้างเหตุว่า Developer ผิดสัญญาเหตุผลอะไร พร้อมทั้งให้คืนเงินภายใน ….. วัน (ตัวเลขที่เหมาะสม คือ 14-30 วัน)

หาก Developer คืนเงินโดยง่าย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางชั้นศาล แต่โดยปกติจะได้ดอกเบี้ย หรือค่าปรับตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ถ้าเขาคืนง่ายก็รับคืนมาเถอะครับ เพราะระยะเวลาในการขึ้นศาล กว่าจะจบคดีชั้นต้น เท่าที่ผู้เขียนเคยเจอมาเร็วสุด 6 เดือน ช้าสุดคือ 1 ปี และหาก Developer ยังไม่ยอม เขาก็สามารถใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งจะใช้เวลายาวนานออกไปอีกอาจจะถึง 2-3 ปี

แล้วถ้า Developer ไม่ยอมคืนเงินแต่โดยดี ก็จะมีขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้

  1. หลังจากส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาให้กับทางโครงการแล้ว ให้รวบรวมเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ไว้ให้ดี เช่น ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการชำระเงิน แชทสนทนากับพนักงานขาย ภาพถ่ายสถานที่ตั้งโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ยังไม่เริ่มสร้างสักที หรือสร้างผิดไปจากภาพโฆษณาในการขาย และอื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ สามารถใช้ได้ทั้งหมด
  2. ติดต่อฟ้องต่อศาลผู้บริโภค ซึ่งประชาชนในฐานะผู้บริโภค สามารถยื่นฟ้องด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องจ้างทนายความ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ศาลผู้บริโภคได้เลยครับ นอกจากนี้คดีผู้บริโภคยังไม่มีค่าธรรมเนียมศาลอีกด้วย โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ครับ

    – พื้นที่ศาลที่ต้องเดินเรื่อง จะต้องติดต่อศาลตามภูมิลำเนาของจำเลย หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดในเขตอำนาจศาล
    – ความผิดที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจะซื้อจะขาย อายุความ 10 ปี แต่อย่างไรแล้ว แนะนำให้รีบฟ้องทันทีตั้งแต่ทราบเรื่องครับ
    – สามารถฟ้องด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือก็ได้ โดยเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้บันทึกคำฟ้องให้
    – สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่บันทึกคำฟ้องได้เลย ว่าเราสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง และระบุคำขอบังคับให้ชดใช้ความเสียหายลงไปด้วย

  3. หลังศาลรับคำฟ้อง จะมีการนัดไกล่เกลี่ย หากตกลงกันได้ก็สามารถจบในห้องไกล่เกลี่ยได้เลย หรือหากไม่จบก็จะมีการขึ้นศาลสืบพยานต่อในภายหลัง
  4. ผลคำพิพากษาออก และจำเลยจะต้องปฎิบัติตามคำพิพากษานั้น เป็นอันจบกระบวนการครับ

กฎหมายที่ควรรู้ และมีโอกาสได้ใช้ในการต่อสู้บนชั้นศาล

กฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 391 คือ เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม อธิบายง่าย ๆ คือ ไม่เคยทำสัญญากันมาก่อน Developer จะต้องคืนเงินที่เราจ่ายไปทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย ส่วนโครงการก็เอาสิทธิ์ในห้องชุดคืนไป เสมือนไม่เคยทำสัญญาอะไรต่อกันมาก่อน โดยดอกเบี้ยคิดตั้งแต่ตอนที่ Developer ได้รับเงินไว้

กฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 224 กำหนดไว้ให้ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ อัตรา 5% (อัตราปัจจุบัน พ.ศ. 2569) ซึ่ง 5% นั้นนับตั้งแต่ตอนไหน ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส บ้างอาจจะนับจากวันที่เราส่งจดหมายยกเลิกสัญญา

แต่จะมีเคสที่น่าสนใจ คือ หากเรานำกฎหมาย 2 มาตรานี้มาใช้ด้วยกัน เมื่อเลิกสัญญา ทุกอย่างต้องกลับสู่ “ฐานะเดิม” ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ จะเริ่มนับจากวันที่เราจ่ายเงินเลย ซึ่งแน่นอนว่าเคสแบบนี้ยังไงก็ไม่จบที่ชั้นไกล่เกลี่ย หากผู้อ่านจะเลือกมาทางนี้ อาจจะต้องปรึกษาทนาย หรือเจ้าหน้าที่รับเรื่องที่ศาลให้ดี ๆ ครับ

กฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 377 และ 378 จากที่ได้กล่าวไปในตอนต้น เงินจอง และเงินทำสัญญา มีลักษณะเป็นเงินมัดจำ ซึ่งคือเงินประกันที่หากผู้ซื้อทำผิดสัญญา สามารถโดนยึดก้อนดังกล่าวได้ แต่เงินดาวน์ ไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะชำระภายหลังจากการทำสัญญา ดังนั้นไม่มีสิทธิ์ยึดทุกกรณี

กฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 369 เป็นประโยชน์สำหรับเคส Developer ก่อสร้างล่าช้ามาก ๆ หรือผ่อนดาวน์มานานแล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เสาเข็ม ผู้บริโภคมีสิทธิ์ส่ง Notice หาโครงการว่า “ฉันขอหยุดการส่งเงินดาวน์ก่อนนะ เพราะไม่มั่นใจในตัวโครงการ ไม่เห็นความคืบหน้าอะไร” หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า ใช้หลักการยื่นหมูยื่นแมว จะไม่ทำให้การที่เราหยุดชำระไป เป็นการผิดนัดชำระจากฝ่ายผู้ซื้อ และ Developer ไม่มีสิทธิ์ในการยึดเงินของเราครับ

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันภาครัฐเปิดช่องทางให้ผู้บริโภคฟ้องได้สะดวกขึ้นมากครับ ทั้งไม่มีค่าธรรมเนียมและไม่จำเป็นต้องจ้างทนาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในความเป็นจริง ต่อให้กฎหมายจะเขียนมาเป็นกลางแค่ไหน ฝั่งที่มีอำนาจเงินหรือมีทนายประจำบริษัท ก็มักจะหาช่องทางเอาเปรียบเราได้อยู่เสมอ

สุดท้ายแล้ว (แต่ไม่ท้ายสุด เพราะมี Part Q&A รวบรวมคำถามที่น่าสนใจอีกครับ) ไม่ว่ากฎหมายจะรัดกุมขนาดไหน ปัญหาจริงๆ มักวนอยู่ที่เรื่องค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการขึ้นศาล และความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย ที่กลายเป็นกำแพงทำให้ผู้ซื้อทั่วไปหลายคนเลือกที่จะยอมโดนเอาเปรียบ มากกว่าจะลุกขึ้นมาต่อสู้ให้ถึงที่สุดครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และกล้าที่จะเรียกร้องสิทธิที่ผู้บริโภคพึงมี ไม่ใช้สิทธิ์นั้นน้อยเกินไป หรือมากเกินไป จนกลายเป็นการเรียกร้องที่เกินความจริงหรือจ้องจะกลั่นแกล้งโครงการ เพราะสุดท้ายความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรายืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายครับ

Q&A ปัญหาที่มักจะพบเจอบ่อย ๆ และแนวทาง

Question : ไม่เห็นความคืบหน้าโครงการเลย เกิดความกังวล สามารถหยุดผ่อนไปเฉย ๆ เลยได้ไหม
Answer : สามารถหยุดผ่อนได้ แต่จะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแก่คู่สัญญา (Developer)

Question : จะต้องส่งจดหมายไปที่ใด
Answer : ตรวจสอบจากหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จะเห็นรายละเอียดของคู่สัญญาเราอยู่ครับ ส่งเป็นไปรษณีย์ตอบรับ และเก็บจดหมายตอบรับไว้ให้ดี ๆ นะครับ และบ่อยครั้ง หลายโครงการใช้บริษัทลูกเป็นตัวดำเนินกิจการ สามารถส่งสำเนาเรียน บริษัทแม่ เพิ่มเติมได้ครับ ไม่ได้เสียหายอะไร

Question : ยังไม่ถึงกำหนดสร้างแล้วเสร็จ แต่ประเมินสถานการณ์แล้วยังไงก็ไม่น่าจะสร้างเสร็จทัน
Answer : อาจจะใช้สิทธิ์ กฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 369 เพื่อหยุดส่งเงินดาวน์ก่อนก็ได้ครับ หรือหากต้องการยกเลิกสัญญาเลย ด้วยความที่ประเทศเราระบบศาล เป็นระบบกล่าวหา สามารถอ้างเหตุได้ครับ แต่อยู่ที่หลักฐานคุณแน่นหรือไม่ และจะพิสูจน์อย่างไรให้ศาลท่านเชื่อว่า “สร้างเสร็จไม่ทันจริง ๆ” ดังนั้นแนวทางนี้อาจจะไม่ชนะ 100% ครับ แนะนำให้ปรึกษาทนายเพิ่มเติมอีกทีครับ

Tip : ปกติ Developer จะต้องมีการทำเอกสาร EIA ซึ่งระบุถึงระยะเวลาที่ใช้ในการทำงาน สามารถนำมาใช้อ้างถึงคร่าว ๆ ได้ครับ

Question : โครงการบอกว่า “ห้องเสร็จแล้ว” แต่ส่วนกลางยังเป็นเขตก่อสร้างอยู่เลย แบบนี้เราปฏิเสธการโอนได้ไหม?Answer : ได้ครับ เพราะทรัพย์ส่วนกลางเป็นอีกหนึ่งรายการ ที่มีระบุไว้ใน อช.22 จะต้องเสร็จสมบูรณ์ทั้งห้องเรา และส่วนกลางครับ

Question : โครงการมีเอกสารมาให้เซ็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับเหตุสร้างล่าช้า ควรเซ็นไหม
Answer : ระวังการเซ็นเอกสารทุกชนิดที่โครงการส่งมาให้ในช่วงที่โครงการล่าช้าครับ เพราะมักจะมีการสอดไส้ ทำให้ฝ่ายผู้บริโภคเสียสิทธิ์อะไรบางอย่างไรแน่นอนครับ

Question : ระหว่าง สคบ. กับศาลผู้บริโภค ควรติดต่อหน่วยงานไหนดี
Answer : ไปศาลผู้บริโภคเลย จบที่สุดครับ จริง ๆ แล้วคือ แผนกคดีผู้บริโภคในศาลยุติธรรม ในฝั่งของ สคบ. จะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานมากครับ เรียกไปไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ถ้าไม่ลงตัว และเห็นว่าคดีมีมูล ถึงจะมีการคำฟ้องให้ แต่ถ้าเป็นฝั่งของศาลผู้บริโภค จะลดขั้นตอนต่าง ๆ ไปค่อนข้างเยอะ เกลี่ยไกล่ และขึ้นศาลเลยครับ